ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง
ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะคุกคามสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประชาชนด้วย โดยสืบเนื่องจากมาตรการควบคุมการระบาดของโรคในประเทศ เช่น มาตรการปิดเมือง ระงับการเดินทาง และข้อจำกัดสำหรับการดำเนินกิจการและกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ทำให้เกิดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจตามเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานประกอบการส่วนใหญ่ต้องหยุดกิจการทั้งแบบชั่วคราวและแบบถาวร ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียรายได้ และกลายเป็น“ประชากรกลุ่มเปราะบาง” ที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้ อาจด้วยเหตุผลจากการไม่มีกำลังซื้อ อาหารมีการปรับราคาสูงขึ้น การปิดตัวของแหล่งจำหน่ายอาหาร การกักตุนอาหาร และการกระจายอาหารไม่ทั่วถึงเพราะระบบการขนส่งที่หยุดชะงัก ซึ่งถึงแม้ประเทศไทยจะมีความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องทรัพยากรและอาหารการกิน แต่ในช่วงภาวะวิกฤตของโรคระบาดที่ส่งผลให้เกิดปัญหาความมั่นคงด้านอาหารปรากฏเด่นชัดและแผ่ขยายออกไปในวงกว้างมากขึ้น โดยสำนักงานการวิจัยแแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการ “การพัฒนาชุมชนต้นแบบความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับรายได้ของครัวเรือนโดยการเชื่อมโยงศักยภาพของพื้นที่ เพื่อรองรับและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและในอนาคต

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา
รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

รศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ หัวหน้าโครงการฯ พร้อมด้วย รศ.ดร.ปาจรีย์ ผลประเสริฐ อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ได้เปิดเผยว่า จากกวิฤตการระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร เพราะอาหารเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิต หากคนในประเทศต้องขาดแคลนอาหาร แม้กระทั่งชุมชนในชนบทซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่มีความสำคัญก็ตาม จึงนับเป็นปัญหาระดับประเทศอย่างหนึ่ง และควรนำมาเป็นบทเรียนให้ต้องศึกษาและพัฒนาถึงแนวทางว่าทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรในท้องถิ่นภายใต้ภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของชุมชนนั้นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพออย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนให้มีการผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนทำให้ไม่เกิดภาวะการขาดแคลน ทั้งยังสามารถเข้าถึงอาหารเพื่อการบริโภคโดยปราศจากความเสี่ยงในการขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตทางโรคอุบัติใหม่ วิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือเพราะวัฏจักรตามฤดูกาลก็ตาม และนอกจากนี้หากชุมชนมีความเข้มแข็งจะช่วยให้เกิดการผลิตร่วมกัน การแลกเปลี่ยนอาหารเพื่อการบริโภค และเกิดการจำหน่ายในส่วนที่นอกเหนือจากการบริโภคภายในชุมชน โดยเกิดเป็น “ตลาดชุมชน” ซึ่งเป็นการช่วยยกระดับรายได้ของชุมชน และยังส่งผลทำให้ชุมชนเข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพอีกด้วย

รศ.ดร.ปาจรีย์ ผลประเสริฐ
อาจารย์ประจำคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร

โดยจากผลพวงของวิกฤตที่ผ่านมาของการระบาดของโควิด- 19 ในหลายระลอก เป็นวิกฤตการณ์ที่ซ้ำเติมคนในชุมชน เพราะหลายครอบครัวต้องตกงาน หรือแม้ไม่มีอาหารบริโภคภายในครัวเรือน และที่หนักไปกว่านั้นคือ การขอพึ่งพาอาหารจากทางวัด ซึ่งจากความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการขอทุนสนับสนุนจาก วช. จัดทำโครงการ “การพัฒนาชุมชนต้นแบบความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับรายได้ของครัวเรือนโดยการเชื่อมโยงศักยภาพของพื้นที่ เพื่อรองรับและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความมั่นคงทางอาหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid19) ของครัวเรือนในประเทศไทย การพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับรายได้ของครัวเรือนโดยการเชื่อมโยงศักยภาพของพื้นที่ และสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) และประยุกต์ใช้ระบบภูมิสารสนเทศในการบริหารจัดการพัฒนาชุมชนต้นแบบ พร้อมกับจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารและการยกระดับรายได้ของครัวเรือนในการรองรับและลดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในระดับพื้นที่ ภูมิภาคและระดับประเทศ โดยได้ทำการคัดเลือกชุมชนสำหรับการศึกษาจำนวน 12 พื้นที่ ในเขต 12 จังหวัด ของ 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 3 จังหวัด คือ ลำปาง อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร ภาคกลาง 2 จังหวัด ฉะเชิงเทรา กาญจนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 จังหวัด ชัยภูมิ สุรินทร์ สกลนคร และภาคใต้้ 2 จังหวัด คือ สงขลา ภูเก็ต

ในการดำเนินงานเบื้องต้น หลังจากได้ทำการสำรวจสถานะความมั่นคงด้านอาหารของแต่ละชุมชนแล้ว โครงการฯ จะส่งเสริมและพัฒนาให้แต่ละชุมชนมีความมั่นคงด้านอาหาร โดยพิจารณาจากองค์ประกอบ 4 ด้าน คือ การมีอาหารเพียงพอ สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเท่าเทียม สามารถใช้ประโยชน์จากอาหารเพื่อการมีสุขภาพและอนามัยที่ดี และความมีเสถียรภาพด้านอาหารที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา โดยแต่ละชุมชนที่ถูกคัดเลือกอาจจะมีความต้องการในการพัฒนาแตกต่างกันออกไปตามบริบททางสังคม สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ซึ่งบางชุมชนอาจจะต้องการส่งเสริมและพัฒนากระบวนการผลิตทางการเกษตร การแปรรูป การพัฒนากระบวนการจัดการด้านการตลาด ในขณะที่อีกชุมชนหนึ่งต้องการให้สนับสนุนตลาดชุมชนด้านเกษตรและอาหารปลอดภัย และการสร้างแหล่งอาหารทางการเกษตร เป็นต้น และเมื่อชุมชนเกิดความมั่นคงด้านอาหารแล้ว ลำดับถัดไปก็จะจำลองสถานการณ์ในกรณีเกิดภาวะวิกฤตทางด้านสาธารณสุขที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหาร ทำให้คนในชุมชนมีอาหารบริโภคไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหาร หรือแหล่งผลิตอาหาร ร้านค้า ไม่สามารถกระจายสินค้าได้ตามปกติ ดังนั้น จึงต้องพัฒนารูปแบบและกระบวนการจัดการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ประชาชนกลุ่มที่เปราะบาง และประชาชนในชุมชนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพได้อย่างเพียงพอ โดยการพัฒนาชุมชนต้นแบบนี้จะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนรับมือกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

18 พฤศจิกายน 2565


บริษัท มีเดีย เน็ทเวิร์ค จำกัด
138, 140 ซอยอนามัย ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250
MEDIA NETWORK Co.,Ltd
138, 140 Soi Anamai Srinakarin Road Suanluang Suanluang Bangkok 10250
Tel. 02 721 4417 Fax. 02 721 5516
E-mail : phototechthailand@gmail.com


ติดต่อโฆษณาหรือข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 02 721 4417 , 097 921 2929 คุณขวัญ

แฟนเพจ Phototech Magazine


ออกแบบโดย touronthai